เมื่อจำเลยแพ้คดีขับไล่แล้วไม่ยอมออก จะทำอย่างไร ?

ตัวอย่างคำพิพากษาคดีฟ้องขับไล่ การฟ้องร้องดำเนินคดีขับไล่ในศาลจนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในข้อหาขับไล่ และกำหนดให้จำเลยพร้อมบริวารต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งชดใช้ค่าขาดประโยชน์รายเดือนนั้น ในทางปฏิบัติมักพบว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุดลงโดยง่าย เนื่องจากบ่อยครั้งที่จำเลยยังคงเพิกเฉยและอาศัยอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพึงระวังเป็นอันดับแรกคือ “การห้ามบังคับการตามสิทธิด้วยตนเองโดยพละการ” แม้ศาลจะมีคำพิพากษาชัดเจนแล้วก็ตาม แต่การนำกำลังคนเข้าไปปิดล้อม ล็อกประตู หรือทำการรื้อถอนทรัพย์สินของจำเลยด้วยตนเอง ย่อมถือเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้เจ้าของที่ดินตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ ดังนั้น การจัดการกับจำเลยที่ดื้อแพ่งจึงต้องดำเนินบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีเท่านั้น สำหรับกระบวนการบังคับคดีขับไล่ ถือเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและมีเงื่อนไขทางเทคนิคกฎหมายค่อนข้างสูง นับเริ่มต้นตั้งแต่การขอออกคำบังคับ การยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี ตลอดจนการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อลงพื้นที่ปิดประกาศแจ้งให้จำเลยและบริวารทราบตามกำหนดเวลา ความยากลำบากในขั้นตอนนี้มักเกิดขึ้นจากการประวิงคดีของฝั่งจำเลย เช่น การอ้างสิทธิของบุคคลภายนอก หรือการยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีเพื่อดึงเวลาให้ยาวนานที่สุด ซึ่งหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขาดความเข้าใจในหลักกฎหมายอย่าง ก็อาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปและส่งผลให้ค่าเสียหายทางธุรกิจยิ่งขยายตัว นอกจากนี้…

การฟ้องร้องดำเนินคดีขับไล่ในศาลจนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในข้อหาขับไล่ และกำหนดให้จำเลยพร้อมบริวารต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งชดใช้ค่าขาดประโยชน์รายเดือนนั้น ในทางปฏิบัติมักพบว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุดลงโดยง่าย เนื่องจากบ่อยครั้งที่จำเลยยังคงเพิกเฉยและอาศัยอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพึงระวังเป็นอันดับแรกคือ “การห้ามบังคับการตามสิทธิด้วยตนเองโดยพละการ” แม้ศาลจะมีคำพิพากษาชัดเจนแล้วก็ตาม แต่การนำกำลังคนเข้าไปปิดล้อม ล็อกประตู หรือทำการรื้อถอนทรัพย์สินของจำเลยด้วยตนเอง ย่อมถือเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้เจ้าของที่ดินตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์ได้ ดังนั้น การจัดการกับจำเลยที่ดื้อแพ่งจึงต้องดำเนินบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีเท่านั้น

สำหรับกระบวนการบังคับคดีขับไล่ ถือเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและมีเงื่อนไขทางเทคนิคกฎหมายค่อนข้างสูง นับเริ่มต้นตั้งแต่การขอออกคำบังคับ การยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี ตลอดจนการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อลงพื้นที่ปิดประกาศแจ้งให้จำเลยและบริวารทราบตามกำหนดเวลา ความยากลำบากในขั้นตอนนี้มักเกิดขึ้นจากการประวิงคดีของฝั่งจำเลย เช่น การอ้างสิทธิของบุคคลภายนอก หรือการยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีเพื่อดึงเวลาให้ยาวนานที่สุด ซึ่งหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขาดความเข้าใจในหลักกฎหมายอย่าง ก็อาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปและส่งผลให้ค่าเสียหายทางธุรกิจยิ่งขยายตัว

นอกจากนี้ การเรียกเก็บค่าขาดประโยชน์หรือค่าเสียหายรายเดือนตามที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษา ยังจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการสืบทรัพย์สินเชิงลึกร่วมด้วย เนื่องจากจำเลยมักจะทำการปกปิดหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ การดำเนินการบังคับคดีขับไล่ควบคู่ไปกับการเร่งรัดติดตามหนี้สินให้ประสบความสำเร็จและรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์ทางกฎหมายที่รัดกุม การจัดเตรียมพยานหลักฐานที่ครบถ้วน และการประสานงานกับเจ้าพนักงานบังคับคดีอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การส่งต่อหน้าที่ดังกล่าวให้แก่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการสืบทรัพย์และบังคับคดี จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย ประหยัดเวลา และช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง