เมื่อทนายความถูกฟ้อง จะทำอย่างไร? (ตัวอย่างคำพิพากษา)

ตัวอย่างคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องโจทก์คดีที่ทนายความถูกฟ้องเป็นจำเลย ขอบเขตความรับผิดในทางละเมิดของทนายความกับการฟ้องคดีโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล ในการประกอบวิชาชีพทนายความ หน้าที่หลักประการหนึ่งคือการเป็นผู้รับมอบอำนาจหรือดำเนินคดีแทนลูกความ โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ได้รับมอบมาเป็นฐานในการตั้งฟ้อง อย่างไรก็ดี มีบ่อยครั้งที่ทนายความต้องเผชิญกับความเสี่ยง เมื่อพยานหลักฐานเหล่านั้นปรากฏในภายหลังว่าเป็น “เอกสารปลอม” อันนำไปสู่การฟ้องคดีผิดตัว และลงเอยด้วยการที่ทนายความถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันทำละเมิด” บทความนี้ มุ่งศึกษาแนวทางคำวินิจฉัยของศาลจากคำพิพากษาตัวอย่าง เพื่อถอดบทเรียนเป็นอุทาหรณ์ และวิเคราะห์ขอบเขตความรับผิดชอบตามกฎหมายรวมถึงแนวทางการบริหารความเสี่ยงในวิชาชีพทนายความ ข้อจำกัดในการตรวจสอบพยานหลักฐานและขอบเขตหน้าที่ของทนายความ จากคำพิพากษาดังกล่าว ศาลได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ “หน้าที่ความระมัดระวัง” ของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความไว้อย่างน่าสนใจ โดยแยกแยะระหว่างหน้าที่ของทนายความและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ดังนี้: 1. หน้าที่ในการตรวจสอบพยานหลักฐานขั้นต้น ศาลวินิจฉัยว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงรวบรวมพยานหลักฐานที่ได้รับมอบจากตัวความ และตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้นเชิงรูปแบบเท่านั้น หาได้มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบไปถึงขนาดต้องตรวจสอบเชิงลึกว่า สำเนาเอกสารแสดงตน…

ตัวอย่างคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องโจทก์คดีที่ทนายความถูกฟ้องเป็นจำเลย

ขอบเขตความรับผิดในทางละเมิดของทนายความกับการฟ้องคดีโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล

ในการประกอบวิชาชีพทนายความ หน้าที่หลักประการหนึ่งคือการเป็นผู้รับมอบอำนาจหรือดำเนินคดีแทนลูกความ โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ได้รับมอบมาเป็นฐานในการตั้งฟ้อง อย่างไรก็ดี มีบ่อยครั้งที่ทนายความต้องเผชิญกับความเสี่ยง เมื่อพยานหลักฐานเหล่านั้นปรากฏในภายหลังว่าเป็น “เอกสารปลอม” อันนำไปสู่การฟ้องคดีผิดตัว และลงเอยด้วยการที่ทนายความถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันทำละเมิด”

บทความนี้ มุ่งศึกษาแนวทางคำวินิจฉัยของศาลจากคำพิพากษาตัวอย่าง เพื่อถอดบทเรียนเป็นอุทาหรณ์ และวิเคราะห์ขอบเขตความรับผิดชอบตามกฎหมายรวมถึงแนวทางการบริหารความเสี่ยงในวิชาชีพทนายความ

ข้อจำกัดในการตรวจสอบพยานหลักฐานและขอบเขตหน้าที่ของทนายความ

จากคำพิพากษาดังกล่าว ศาลได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ “หน้าที่ความระมัดระวัง” ของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความไว้อย่างน่าสนใจ โดยแยกแยะระหว่างหน้าที่ของทนายความและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ดังนี้:

1. หน้าที่ในการตรวจสอบพยานหลักฐานขั้นต้น

ศาลวินิจฉัยว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงรวบรวมพยานหลักฐานที่ได้รับมอบจากตัวความ และตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้นเชิงรูปแบบเท่านั้น หาได้มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบไปถึงขนาดต้องตรวจสอบเชิงลึกว่า สำเนาเอกสารแสดงตน (เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน) ที่ตัวความส่งมอบให้ เป็นเอกสารที่แท้จริงหรือถูกปลอมแปลงมาแต่แรกเริ่มหรือไม่

2. ข้อจำกัดทางกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

ในระบบกฎหมายปัจจุบัน ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร์หรือข้อมูลทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีกฎหมายคุ้มครองอย่างเคร่งครัด ทนายความสามารถขอคัดได้เพียงข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ แต่ไม่สามารถขอคัดรูปภาพในบัตรประชาชนได้ เจ้าพนักงานผู้ดูแลระบบจะอนุญาตให้คัดถ่ายหรือเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อมีหมายเรียกของศาลเท่านั้น ดังนั้น ในชั้นก่อนฟ้องคดี ทนายความย่อมไม่อาจตรวจสอบความแท้จริงของเอกสารผ่านฐานข้อมูลดังกล่าวได้ด้วยตนเอง การฟ้องคดีไปตามเอกสารที่ปรากฏจึงมิใช่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

3. การปฏิบัติตนตามหลักความสุจริตเมื่อพบข้อผิดพลาด

พฤติการณ์หลังจากทราบข้อเท็จจริงถือเป็นการบ่งบอกเจตนาที่สำคัญ เมื่อความจริงปรากฏในชั้นศาลว่ามีการฟ้องคดีสวมรอยหรือผิดตัว การที่ทนายความและตัวความร่วมมือกันยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในทันที ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสุจริต และเป็นการระงับความเสียหายอันจะเกิดแก่บุคคลภายนอกตามสมควรแล้ว

บทสรุป

วิชาชีพทนายความตั้งอยู่บนความรับผิดชอบอันหนักหน่วง การดำเนินคดีด้วยความรอบคอบภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่ไปกับการมีเอกสารปกป้องสิทธิของตนเอง ย่อมเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยให้ทนายความสามารถปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยจากการถูกฟ้องร้องโต้แย้งสิทธิในอนาคต